เมื่อองค์กรขอใบเสนอราคาอบรม AI จากสองสามเจ้า สิ่งที่มักเจอคือตัวเลขที่ต่างกันมากจนเทียบกันไม่ถูก เพราะแต่ละเจ้านับไม่เหมือนกัน บางเจ้าคิดต่อรุ่น บางเจ้าคิดต่อหัว บางเจ้ารวมการติดตามผลมาด้วย บางเจ้าไม่รวม บทความนี้อธิบายว่าค่าอบรม AI ในองค์กรคิดจากอะไร อะไรทำให้ราคาต่างกัน และวิธีเทียบใบเสนอราคาที่หน้าตาไม่เหมือนกันให้ยุติธรรม
บทความนี้พูดเรื่องโครงสร้างราคาและปัจจัยที่ทำให้ราคาขยับ ไม่ใช่ราคากลางของตลาด เพราะช่วงราคาต่างกันมากตามขอบเขตงาน ถ้าต้องการวางงบทั้งองค์กรก่อน ดูวิธีวางงบอบรม AI
โครงสร้างราคาที่พบบ่อย
คิดต่อรุ่น ราคาเหมาต่อหนึ่งรุ่นอบรม ไม่ว่าผู้เรียนจะ 20 หรือ 30 คน เป็นรูปแบบที่พบบ่อยที่สุดในการอบรม in-house และคุ้มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อผู้เรียนเต็มรุ่น
คิดต่อหัว จ่ายตามจำนวนคน พบในคลาส public และในบางโปรแกรมที่รวมสิทธิ์เข้าระบบเรียนออนไลน์ต่อคน เหมาะเมื่อมีคนไม่กี่คน แต่แพงขึ้นเร็วเมื่อจำนวนคนเพิ่ม
คิดต่อโปรแกรม ราคารวมทั้งโครงการที่มีหลายรุ่น หลายระดับ และมีการติดตามผลหลังอบรม ใช้เมื่อเป็นแผนทั้งปีมากกว่าการอบรมครั้งเดียว
อะไรทำให้ราคาต่างกัน
- ความลึกของการปรับเนื้อหา หลักสูตรสำเร็จรูปที่ใช้สไลด์เดิมทุกที่ ถูกกว่าหลักสูตรที่ผู้สอนเข้ามาศึกษางานของทีมแล้วสร้างเคสจากงานจริง และผลลัพธ์ก็ต่างกันมากเช่นกัน
- สัดส่วนเวลาฝึกมือ ห้องที่ให้ลงมือทำและมีคนเดินดูงานรายคน ใช้ผู้ช่วยสอนมากกว่าห้องที่บรรยายอย่างเดียว
- ความยาวและจำนวนรุ่น ครึ่งวัน เต็มวัน หรือหลายวัน และต้องแบ่งกี่รุ่นเพื่อให้ขนาดห้องเหมาะสม
- ระดับผู้เรียน โปรแกรมผู้บริหารมักสั้นกว่าแต่ราคาต่อชั่วโมงสูงกว่า เพราะต้องการผู้สอนที่คุยระดับการตัดสินใจได้ (ต่างกันอย่างไร)
- onsite หรือ online onsite มีค่าเดินทางและค่าสถานที่ ถ้าอยู่ต่างจังหวัดจะสะท้อนในราคา
- สิ่งที่ให้หลังอบรม เอกสาร คลังคำสั่งที่ใช้ได้จริง ช่องทางถามหลังอบรม และการติดตามผลเป็นรอบ เป็นต้นทุนจริงของผู้ให้บริการ
สิ่งที่ควรอยู่ในใบเสนอราคา
ใบเสนอราคาที่เทียบกันได้ควรระบุอย่างน้อยเจ็ดอย่างนี้ ถ้าขาดข้อไหนให้ถามก่อนเทียบ
- ขอบเขตเนื้อหาและผลลัพธ์ที่ผู้เรียนจะทำได้หลังจบ
- จำนวนชั่วโมง จำนวนรุ่น และจำนวนผู้เรียนต่อรุ่นที่ราคานี้ครอบคลุม
- สัดส่วนเวลาบรรยายกับเวลาฝึกมือ
- ใครเป็นผู้สอน และมีผู้ช่วยสอนกี่คน
- สิ่งที่ส่งมอบหลังอบรม เอกสาร ไฟล์ และช่องทางถาม
- การติดตามผลหลังอบรม มีหรือไม่ กี่ครั้ง
- สิ่งที่ไม่รวมในราคา เช่น ค่าเดินทาง ค่าสถานที่ ค่าบัญชีเครื่องมือ
ข้อสุดท้ายสำคัญที่สุดเวลาเทียบ เพราะค่าบัญชีเครื่องมือระดับองค์กรเป็นต้นทุนที่องค์กรจ่ายเอง และไม่ได้อยู่ในใบเสนอราคาของผู้ให้บริการอบรม
เทียบสองเจ้าที่เสนอไม่เหมือนกันอย่างไร
แปลงทุกใบให้อยู่ในหน่วยเดียวกันก่อน คือ ต้นทุนต่อผู้เรียนหนึ่งคนต่อหนึ่งชั่วโมงของการฝึกมือจริง ไม่ใช่ต่อชั่วโมงในห้องทั้งหมด เพราะห้องที่บรรยายสามชั่วโมงแล้วให้ลงมือครึ่งชั่วโมง กับห้องที่ให้ลงมือสองชั่วโมง ให้ผลต่างกันมากแม้ราคาเท่ากัน
จากนั้นค่อยบวกสิ่งที่เทียบเป็นตัวเลขไม่ได้กลับเข้าไป ได้แก่ ความตรงของเคสกับงานจริงของทีม ประสบการณ์ของผู้สอนในอุตสาหกรรมเดียวกัน และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังอบรม เจ้าที่ถูกกว่าแต่ไม่มีอะไรรองรับหลังวันอบรม มักกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่เสียเปล่า เพราะการใช้งานหายไปภายในเดือนเดียว
ค่าอบรมลดหย่อนภาษีได้ 200%
บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนำค่าอบรมพนักงานไปหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ 200% ตามพระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่ 437 (พ.ศ. 2548) เมื่อหลักสูตรผ่านการรับรองจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ตัวอย่างเช่น ค่าอบรม 100,000 บาท หักเป็นรายจ่ายได้ 200,000 บาท บริษัทที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตรา 20% จึงจ่ายภาษีน้อยลง 40,000 บาท แทนที่จะเป็น 20,000 บาท ต้นทุนสุทธิของการอบรมจึงเหลือ 60,000 บาท
เงื่อนไขที่พลาดบ่อยคือเวลา ฝ่าย HR ต้องยื่นขอรับรองหลักสูตรก่อนวันอบรม จึงควรคุยเรื่องนี้ตั้งแต่ขั้นขอใบเสนอราคา ไม่ใช่หลังอบรมจบ
คำถามที่ควรถามก่อนเซ็น
- ถ้าผู้เรียนน้อยหรือมากกว่าที่ระบุ ราคาปรับอย่างไร
- เคสที่ใช้ฝึกในห้องมาจากไหน และเราส่งงานจริงให้ปรับได้หรือไม่
- ถ้าต้องเลื่อนวัน มีเงื่อนไขอย่างไร
- หลังอบรมมีอะไรให้ต่อ และคิดเงินเพิ่มหรือไม่
- มีเอกสารอะไรให้ฝ่ายจัดซื้อได้บ้าง
- เตรียมเอกสารหลักสูตรและประวัติวิทยากรให้ยื่นลดหย่อนภาษี 200% ได้ไหม
อ่านต่อ
ก่อนเทียบราคา ควรรู้ว่าจะคัดเจ้าด้วยเกณฑ์อะไร อ่านเกณฑ์ 7 ข้อสำหรับเลือกผู้ให้บริการอบรม AI และขั้นตอนการจัดอบรมตั้งแต่ติดต่อจนจบ ดูรายละเอียดการอบรม AI ในองค์กรของเรา หรือติดต่อขอใบเสนอราคา