บทความ · เครื่องมือ AI สำหรับองค์กร

Claude Cowork x ChatGPT Work เราเหมาะกับตัวไหน?

Treepob Tiangtrong (Champ) · ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ TRAINIAC · 6 กันยายน 2026 · อัปเดต 7 กันยายน 2026

TL;DR เปรียบเทียบ Claude Cowork กับ ChatGPT Work ณ ต้นเดือนกันยายน 2026 ตั้งแต่สถาปัตยกรรม agent ความเป็นมา ฟีเจอร์เด่น ราคา โมเดล การรันแบบ local หรือ cloud ระบบขออนุญาต browser และผลงานที่ได้ สรุปว่าให้เริ่มจากระบบนิเวศที่ใช้อยู่ เพราะราคาเท่ากัน โมเดลสูสี ฟีเจอร์ทับซ้อนเกิน 80% แล้วตัดสินด้วยการลองงานจริงชิ้นเดียวกับทั้งสองตัว

ปี 2026 AI ไม่ได้เป็นแค่คู่สนทนาอีกต่อไป แต่ AI ยุคนี้ทำงานแบบ agent คือรับเป้าหมายจากเรา แล้วไปวางแผน เปิดไฟล์ เข้าเว็บ ต่อกับแอปที่เราใช้ ทำงานหลายขั้นตอนต่อเนื่องเป็นชั่วโมง แล้วส่งงานที่เสร็จแล้วกลับมาให้ตรวจ ทั้ง Excel ที่สูตรทำงานได้จริง สไลด์ รายงาน หรือเว็บไซต์

ในตลาดนี้มีสองเจ้าที่นำหน้าอย่างชัดเจน คือ Claude Cowork ของ Anthropic ที่เปิดตัวเดือนมกราคม 2026 และ ChatGPT Work ของ OpenAI ที่ตามมาเดือนกรกฎาคม 2026 ทั้งคู่วางตำแหน่งเป็น agent สำหรับงานออฟฟิศเหมือนกันแบบไม่มีการหลบกัน

คำถามที่ผมได้รับบ่อยที่สุดช่วงนี้คือสองตัวนี้ควรใช้ตัวไหนดี วันนี้เลยเขียนคู่มือเปรียบเทียบมาให้อ่านกัน ณ ต้นเดือนกันยายน 2026 ฝั่ง Anthropic เพิ่งย้าย Cowork ขึ้น cloud และได้ browser ในตัว ส่วน OpenAI เพิ่งปล่อย GPT-6 Astra เมื่อ 3 กันยายนนี้เอง แต่ของพวกนี้เปลี่ยนเร็วมาก หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ครับ

Agent Mode คืออะไร

ลองนึกภาพความต่างระหว่างการถามเพื่อนที่เก่งเรื่องบัญชีว่าต้องทำงบอย่างไร กับการส่งกล่องเอกสารทั้งกล่องให้ผู้ช่วยแล้วบอกว่าช่วยทำงบเดือนนี้ให้เสร็จภายในบ่ายนี้ แบบแรกคือ chat mode ที่เราคุ้นเคย เราถาม AI ตอบ แล้วเราต้องเอาคำตอบไปทำต่อเอง แบบหลังคือ agent mode เราให้เป้าหมายกับวัตถุดิบ แล้ว AI ไปคิดเองว่าต้องทำอะไรบ้าง เปิดไฟล์ไหนก่อน ต้องดึงข้อมูลจากที่ไหนเพิ่ม ต้องเขียนโค้ดคำนวณตรงไหน ทำเสร็จแล้วตรวจสอบตัวเองอีกรอบ ถ้าเจอจุดที่ต้องให้เราตัดสินใจก็จะหยุดถาม แล้วสุดท้ายส่งไฟล์ที่เสร็จแล้วกลับมาให้เราตรวจ

หัวใจของ agent mode คือคำว่าลงมือทำ ในโหมดนี้มีมือมีเท้า คือมีเครื่องมือให้อ่านและเขียนไฟล์ในเครื่องเราได้ รันโค้ดได้ เปิด browser ไปกดปุ่มกรอกฟอร์มได้ ต่อกับ Gmail หรือ Google Drive หรือ Slack ของเราได้ และที่สำคัญคือทำงานยาวได้ งานที่ต้องใช้ 50 ขั้นตอนต่อเนื่องกัน agent จะไล่ทำทีละขั้นโดยไม่ต้องให้เรามานั่งพิมพ์สั่งทุกครั้ง ทั้ง Claude Cowork และ ChatGPT Work คือการเอาความสามารถแบบนี้มาใส่ในหน้าตาที่คนทำงานทั่วไปใช้ได้โดยไม่ต้องรู้จัก terminal เลย

สถาปัตยกรรมด้านในของโหมดนี้มีอะไรบ้าง

ถ้าแกะ agent ทั้งสองตัวออกมาดูจะเจอชิ้นส่วนหลักคล้ายกันมาก ชั้นแรกคือโมเดลภาษาที่เป็นสมอง ชั้นที่ 2 คือสิ่งที่เรียกว่า harness หรือ agent loop คือวงจรที่ให้โมเดลวางแผน เลือกเครื่องมือ ลงมือ ดูผลลัพธ์ แล้ววนกลับไปคิดใหม่จนกว่างานจะเสร็จ ชั้นที่ 3 คือชุดเครื่องมือที่ต่อออกไปข้างนอก ได้แก่ระบบไฟล์ shell สำหรับรันโค้ด browser และ connector หรือ plugin ที่ต่อกับแอปต่างๆ ผ่านมาตรฐานกลางอย่าง MCP

ชั้นที่ 4 คือ sandbox หรือสภาพแวดล้อมแยกที่ให้โค้ดของ agent รันอยู่ในกล่องปิดโดยไม่แตะระบบหลักของเครื่อง ชั้นที่ 5 คือระบบขออนุญาตที่คอยเบรกก่อนทำอะไรที่มีผลกระทบจริง เช่น ลบไฟล์ ส่งอีเมล หรือจ่ายเงิน ชั้นที่หกคือชั้นความจำและคำสั่งประจำตัว เช่น ไฟล์คำสั่งอย่าง AGENTS.md หรือ global instructions และ skills ที่บอกว่างานแบบนี้ให้ทำอย่างไร และชั้นสุดท้ายคือตัวตั้งเวลาที่ให้ agent ตื่นขึ้นมาทำงานเองตามรอบ

ทั้งสองผลิตภัณฑ์มีครบทุกชั้นนี้ แตกต่างกันตรงรายละเอียดว่าแต่ละชั้นถูกออกแบบมาให้เอียงไปทางความปลอดภัยหรือความยืดหยุ่นมากกว่ากัน ซึ่งผมจะขยายให้เห็นชัดในหัวข้อถัดไป

ความเป็นมาของ Claude Cowork

เรื่องราวของ Cowork เริ่มจาก Claude Code ซึ่งเป็น agent สำหรับนักพัฒนาที่รันใน terminal และฮิตจนเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่คนใช้เยอะที่สุดของ Anthropic

สิ่งที่ Anthropic สังเกตเห็นคือคนที่ไม่ใช่โปรแกรมเมอร์เริ่มเอา Claude Code ไปจัดไฟล์ ทำรายงาน สรุปข้อมูล เพราะแก่นของ Claude Code คือการอ่านเขียนไฟล์และรันคำสั่ง ซึ่งใช้ได้กับงานแทบทุกอย่าง Anthropic เลยเอาสถาปัตยกรรมเดียวกันมาห่อด้วยหน้าตาแบบแชท แล้วเปิดตัว Cowork วันที่ 12 มกราคม 2026 เป็น research preview บน macOS สำหรับแพลน Max พร้อมสโลแกน Claude Code for the rest of your work จากนั้นขยายเร็วมาก แพลน Pro ได้ใช้วันที่ 16 มกราคม Team และ Enterprise วันที่ 23 มกราคม Windows มาวันที่ 10 กุมภาพันธ์ และ 24 กุมภาพันธ์เปิด connector กับ plugin ให้ต่อกับ Google Drive, Gmail, DocuSign และ FactSet ซึ่งข่าวช่วงนั้นทำให้หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ในสหรัฐผันผวนอยู่หลายสัปดาห์

ครึ่งปีหลังคือการเปลี่ยนจากของทดลองเป็นผลิตภัณฑ์เต็มตัว 7 กรกฎาคมมาถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุด คือขยายไปบนเว็บและมือถือ โดย session ย้ายไปรันบน cloud ทำให้ปิดคอมแล้วงานยังเดินต่อ และ scheduled tasks รันได้โดยไม่ต้องมีเครื่องไหนเปิดอยู่ Anthropic เปิดเผยว่าการใช้งาน Cowork มากกว่า 90% ไม่ใช่งานเขียนโค้ด แต่เป็นงานออฟฟิศทั่วไป โดยกลุ่มใหญ่ที่สุดคือ business operations และงานสร้างคอนเทนต์

ความเป็นมาของ ChatGPT Work

ฝั่ง OpenAI เดินมาคนละเส้นทางแต่มาถึงจุดเดียวกัน ก่อนหน้านี้ OpenAI มี ChatGPT agent ที่ทำงานผ่าน browser บน cloud แต่ตอนนี้ยกเลิกแล้วโดยให้ไปใช้ ChatGPT Work แทน ขณะเดียวกัน Codex ที่เป็น agent สำหรับนักพัฒนาก็เติบโตจนมีผู้ใช้มากกว่า 5 ล้านคนต่อสัปดาห์ และมากกว่า 1 ล้านคนเอาไปใช้กับงานที่ไม่ใช่โค้ด เดือนเมษายน 2026 OpenAI เปิดตัว workspace agents ที่ขับเคลื่อนด้วย Codex สำหรับแพลน Business, Enterprise และ Edu แล้ว 9 กรกฎาคม 2026 ChatGPT Work ก็เปิดตัวพร้อมโมเดล GPT-5.6 สามรุ่นคือ Sol, Terra และ Luna โดยมีเทคโนโลยี Codex อยู่ข้างใน วันเดียวกันแอป desktop ถูกสร้างใหม่ให้รวม Chat, Work และ Codex ไว้ในแอปเดียว

จุดที่หลายคนสับสนคือ ChatGPT Work ไม่ใช่แพลนที่ต้องซื้อแยก แต่เป็นโหมดที่มากับแพลนที่มีอยู่แล้ว บนแอป desktop เปิดให้ทุกแพลนรวมถึงแพลนฟรี บนเว็บและมือถือเปิดให้ Plus, Pro, Business, Enterprise และ Edu และใช้โควตาก้อนเดียวกับ Codex

ล่าสุด 3 กันยายน 2026 OpenAI เปิดตัว GPT-6 Astra และหน้า ChatGPT Work เปลี่ยนเป็น Powered by GPT-6 ทันที Astra ถูกชูว่าเก่งเรื่อง computer use และการทำเอกสารตาม template ที่สุดของ OpenAI แต่เพราะมีความสามารถด้าน cybersecurity สูงมาก OpenAI จึงทยอยปล่อยจากองค์กรบางกลุ่มก่อนแล้วค่อยเปิดให้ Plus, Pro, Business และ Enterprise โดยเวอร์ชันสาธารณะจะปฏิเสธงาน cybersecurity ขั้นสูงบางประเภทครับ

หลักการทำงานของ Claude Cowork

วิธีเริ่มใช้ Cowork ง่ายมาก เพราะ Chat กับ Cowork อยู่ในหน้าเดียวกันแล้ว แค่เลือก Cowork ที่กล่องพิมพ์ข้อความแล้วบอกงานที่ต้องการ Claude จะวิเคราะห์คำขอ สร้างแผน แตกงานเป็นงานย่อยและอาจสร้าง sub-agent หลายตัวทำงานขนานกัน รันโค้ดในสภาพแวดล้อมแยกบนเซิร์ฟเวอร์ของ Anthropic แล้วส่งผลลัพธ์กลับมาให้ดูและดาวน์โหลด โดยเราแทรกเข้าไปเปลี่ยนทิศทางกลางคันได้

session ของ Cowork ตอนนี้รันบน cloud เป็นค่าเริ่มต้นซึ่งยังเป็น beta แต่ละ session ได้ sandbox ชั่วคราวของตัวเองที่ถูกตัดออกจากเครือข่ายภายในของเรา เมื่องานต้องแตะไฟล์หรือ browser ในเครื่อง คำขอจะวิ่งผ่านแอป Claude Desktop โดยเข้าถึงได้เฉพาะโฟลเดอร์ที่เราเชื่อมต่อไว้ นั่นแปลว่าปิดแอปแล้วงานบน cloud ยังเดินต่อ แต่จะแตะไฟล์ในเครื่องไม่ได้จนกว่าจะเปิดแอปอีกครั้ง ส่วนโหมด local ยังมีอยู่บน desktop สำหรับคนที่อยากให้ทุกอย่างรันในเครื่อง

เอกลักษณ์ของ Cowork คือระบบเลือกว่าจะให้ Claude ถามเรามากแค่ไหน ซึ่งมีสามโหมด Manual คือหยุดถามทุกครั้งก่อนทำอะไร Auto คือ Claude ทำงานต่อเนื่องโดยไม่หยุดถาม แต่จะตรวจสอบทุกการกระทำก่อนว่าปลอดภัยไหม เช่น เสี่ยง prompt injection หรือข้อมูลรั่วไหลหรือเปล่า ถ้าไม่ปลอดภัยก็บล็อกแล้วหาทางอื่นหรือหยุดมาถาม แต่โหมดนี้กินโควตามากกว่า และ Anthropic เตือนเองว่าไม่มีระบบไหนสมบูรณ์แบบ ส่วน Skip คือไม่ถามและไม่ตรวจอะไรเลย ไม่ว่าโหมดไหนการลบไฟล์ถาวรต้องขออนุญาตเราเสมอ

ด้านคำสั่งประจำตัวมี global instructions ที่มีผลทุก session และ folder instructions ที่ผูกกับโฟลเดอร์ มี projects ที่มีไฟล์ คำสั่ง และความจำของตัวเอง โดย session บน cloud ใช้ความจำร่วมกับ Chat ส่วนการต่อกับโลกภายนอกทำผ่าน connector มาตรฐาน MCP และ plugin ที่รวม skills, connectors และ sub-agents ไว้ด้วยกัน

หลักการทำงานของ ChatGPT Work

ใน ChatGPT เราสลับไปโหมด Work ได้จากตัวสลับด้านบนของหน้าแชทใหม่ ทั้งบนเว็บ desktop และมือถือ ข้างใต้มันคือ harness ของ Codex ตัวเดียวกับที่นักพัฒนาใช้ บนแอป desktop เราเลือกได้ต่องานว่าจะ Work locally หรือ Cloud แบบ local รันผ่านแอปบนเครื่องและเข้าถึงไฟล์ แอป และ browser ในเครื่องได้ แบบ Cloud รันใน sandbox บนโครงสร้างพื้นฐานของ OpenAI ปิดแอปแล้วยังทำต่อ และเปิดแชทเดิมต่อจากเว็บหรือมือถือได้ ส่วน Work บนเว็บและมือถือรันบน cloud เสมอ จึงต้องอัปโหลดไฟล์หรือดึงผ่านแอปที่เชื่อมต่อแทน

ความต่างที่เห็นชัดตั้งแต่กล่องพิมพ์ข้อความคือ Work ให้เราเลือกโมเดลและระดับความพยายามในการคิดได้เอง มี GPT-6 Astra สำหรับงานยาก และ GPT-5.6 สามรุ่นคือ Sol, Terra และ Luna เรียงจากหนักไปเบา พร้อม reasoning effort ที่ปรับได้จนถึง Extra High ให้เราคุมเองว่าจะคิดหนักและกินโควตาแค่ไหน

มี Plan mode ที่ให้ ChatGPT รวบรวมบริบท ถามคำถาม แล้วเสนอแผนให้เราอนุมัติก่อนลงมือ การต่อกับโลกภายนอกทำผ่าน plugins มากกว่า 1,400 ตัว เรียกใช้โดยพิมพ์ @ ตามด้วยชื่อ เช่น @Google Drive วิธีการทำงานเก็บใน Skills และคำสั่งประจำตัวเขียนใน AGENTS.md ด้าน browser มี cloud browser บนเซิร์ฟเวอร์ของ OpenAI, browser ในตัวแอป desktop และส่วนขยายที่รองรับ Chrome, Edge, Brave, Opera และ Vivaldi รวมถึง Computer Use ที่ควบคุมแอปบน macOS และ Windows ได้

ระบบขออนุญาตของ Work กระจายอยู่หลายจุด ค่าเริ่มต้นจะถามก่อนเข้าเว็บไซต์ใหม่ทุกครั้ง เลือกได้ว่าจะ Always ask, Auto approve ที่ตรวจสอบความเสี่ยงอัตโนมัติ หรือ Always allow ที่ไม่ตรวจเลย และการกระทำที่ผูกพันทางการเงินหรือกฎหมายจะขอยืนยันแยกอีกรอบ ในระดับโค้ดมี sandbox กับ auto-review และตั้งแต่ Astra มายังมีระบบเฝ้าระวังที่อาจหยุดงานกลางคัน ซึ่งบางครั้งหยุดงานปกติด้วย

Features เด่นของ Claude Cowork

จุดแข็งข้อแรกของ Cowork ในตอนนี้คือเรื่อง session บน cloud ที่ตามเราไปทุกที่ เริ่มงานที่โต๊ะ เดินเข้าห้องประชุมแล้วเปิดมือถือดูความคืบหน้า ตอบคำถามที่ Claude ถามจากมือถือ แล้วกลับมาเก็บผลลัพธ์ที่คอมได้ Anthropic ยกตัวอย่างการตั้งเวลาเตรียมข้อมูลลูกค้าไว้ตอน 6 โมงเช้าวันจันทร์ ให้ Claude ไล่อ่านอีเมล บทถอดเสียงประชุม และข่าวล่าสุด แล้วทำเอกสารสรุปพร้อมร่างอีเมลติดตามผลทิ้งไว้ในกล่องร่างโดยไม่ส่ง ให้เรามาตรวจตอนดื่มกาแฟ scheduled tasks ทั้งหมดรันบน cloud จึงไม่ต้องมีเครื่องไหนเปิดอยู่ ซึ่งแก้ข้อจำกัดใหญ่ที่สุดของ Cowork ยุคแรกที่ต้องเปิดแอป desktop ทิ้งไว้ตลอด

ข้อ 2. โหมด Auto ที่ผมเล่าไปแล้ว ผมมองว่านี่คือคำตอบของ Anthropic ต่อคำถามที่ทุกคนถามเมื่อใช้ agent ว่าจะให้ AI ทำงานเองแบบไม่รบกวนเราได้อย่างไรโดยไม่ต้องยอมทิ้งความปลอดภัยไปทั้งหมด การมีชั้นตรวจสอบที่ทำงานอัตโนมัติอยู่ระหว่างโหมดถามทุกอย่างกับโหมดไม่ถามเลย เป็นสิ่งที่ยังไม่เห็นในรูปแบบเดียวกันเป๊ะๆ ที่ฝั่ง OpenAI

ข้อ 3. คือ sub-agent coordination ที่ Claude แตกงานใหญ่เป็นงานย่อยแล้วให้ agent หลายตัวทำขนานกัน ซึ่งช่วยให้งานประเภทรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งเสร็จเร็วขึ้นมาก

ข้อ 4. คือเรื่อง browser ที่ตอนนี้ Claude มี browser ของตัวเองในแอป desktop ตั้งแต่ 26 สิงหาคม เปิดในแผงด้านข้าง ให้ Claude ไปเก็บใบแจ้งหนี้จากพอร์ทัลของ vendor หรือดึงตัวเลขจาก dashboard ที่ไม่มี connector ในขณะที่เราทำงานอื่นบน browser ของเราเองต่อได้ browser นี้แยกจากของเราโดยสิ้นเชิง Claude ไม่เห็นแท็บ บุ๊กมาร์ก หรือรหัสผ่านของเรา และถ้าอยากให้ล็อกอินเว็บไหนก็ย้ายการล็อกอินไปทีละเว็บได้ โดยเว็บธนาคาร อีเมล และ single sign-on ถูกกันออกเว้นแต่เราเลือกเอง ส่วน Claude in Chrome ที่เป็นส่วนขยายก็ยังอยู่สำหรับงานที่ต้องใช้บัญชีที่เราล็อกอินไว้แล้ว

ข้อ 5. ระบบ plugin และ project ที่ออกแบบให้เก็บวิธีทำงานขององค์กร plugin หนึ่งตัวรวม skills, connectors และ sub-agents ไว้ด้วยกัน องค์กรใหญ่สร้าง private plugin marketplace ของตัวเองได้ และ Anthropic ก็เปิด plugin โอเพนซอร์สให้ดูเป็นตัวอย่างหลายสาย ตั้งแต่ sales, legal, finance ไปจนถึง HR

ข้อ 6. คือคุณภาพของไฟล์ที่ได้ ซึ่ง Anthropic เน้นมากเรื่อง Excel ที่มีสูตร VLOOKUP หรือ conditional formatting ทำงานได้จริง ไม่ใช่แค่ CSV ที่ต้องมาแก้ต่อ รวมถึง PowerPoint และเอกสารที่จัดรูปแบบแล้ว ไฟล์เหล่านี้เอาไปแก้ต่อกับ Claude for Excel และ Claude for PowerPoint ได้ และถ้าเป็นเอกสาร Markdown เรายังไฮไลต์ข้อความแล้วกด Edit with Claude เพื่อแก้ตรงจุดนั้นโดยไม่ต้องอธิบายใหม่ในแชท

ข้อสุดท้ายที่สำคัญกับองค์กรคือชั้นการควบคุม Cowork ผ่านทั้งเว็บ desktop และมือถือถูกบันทึกใน Compliance API แล้ว องค์กรตั้งค่าได้ว่าจะปิด session บน cloud แล้วให้ใช้แค่ local, บังคับให้ขออนุมัติใหม่ทุกครั้งสำหรับเครื่องมือที่เขียนข้อมูลได้, กำหนดนโยบายเครือข่ายที่ sandbox เข้าถึงได้ และใช้ MDM ปิด local MCP server บนเครื่องที่บริษัทจัดการ

Features เด่นของ ChatGPT Work

จุดที่ ChatGPT Work ได้เปรียบทันทีคือเข้าถึงง่าย เพราะบนแอป desktop เปิดให้ทุกแพลนรวมถึงแพลนฟรีลองใช้ได้เลย โดยผู้ใช้ Free และ Go จะได้โมเดล GPT-5.6 Terra สำหรับคนที่แค่อยากรู้ว่า agent ทำอะไรได้บ้างโดยยังไม่พร้อมจ่าย นี่คือทางเข้าแรกสุดในตลาดตอนนี้ และเมื่อขยับขึ้นแพลนเสียเงิน Work ก็ใช้โควตาก้อนเดียวกับ Codex ทำให้คนที่มีทั้งงานเอกสารและงานโค้ดไม่ต้องจ่ายซ้ำ

ข้อ 2. คือความยืดหยุ่นในการเลือกโมเดลและระดับความคิด ซึ่งผมมองว่าเป็นข้อได้เปรียบเชิงเศรษฐศาสตร์มากกว่าเชิงความสามารถ ตารางประมาณการของ OpenAI ระบุว่าบนแพลน Plus ใน 5 ชั่วโมงส่งข้อความกับ Luna ได้ราว 250 ถึง 2,000 ข้อความ กับ Terra ราว 25 ถึง 200 กับ Sol ราว 10 ถึง 100 และกับ Astra แค่ราว 5 ถึง 45 ตัวเลขห่างกันหลายเท่า แปลว่าถ้าเรารู้จักจับคู่งานกับโมเดลให้ถูก งานประจำวันจะไม่ไปเผาโควตาที่ควรเก็บไว้ให้งานยาก

ข้อ 3. คือ Sites ที่ให้ ChatGPT สร้าง host และแชร์เว็บไซต์ เว็บแอป dashboard ตัวติดตามโปรเจกต์ หรือแม้แต่เกมจากคำสั่งเดียว แล้วอัปเดตให้เป็นปัจจุบันเมื่อข้อมูลเปลี่ยน ทำได้แม้จากมือถือ นี่คือฟีเจอร์ที่ Cowork ยังไม่มีในรูปแบบเทียบเท่า เพราะ Cowork สร้าง artifact แบบ HTML ให้เราได้ แต่ไม่ได้โฮสต์เป็นเว็บไซต์ให้แชร์ลิงก์กับคนอื่น ทั้งนี้ Sites ยังอยู่ในสถานะ public beta และการเข้าถึงขึ้นกับแพลนและภูมิภาค ต้องเช็คในบัญชีของตัวเองอีกที

ข้อ 4. ระบบนิเวศ plugin ที่มีมากกว่า 1,400 ตัว รวมถึงตัวที่คนทำงานสายองค์กรใช้กันจริงอย่าง Salesforce, SharePoint, Oracle, Databricks และ Adobe Acrobat และ OpenAI เปิดให้ส่ง plugin ที่สร้างสำหรับ Claude Code มาใช้ในระบบของตัวเองได้ด้วย

ข้อ 5. scheduled tasks ที่นอกจากตั้งตามเวลาแล้ว ตอนนี้ยังตั้งให้เริ่มทำงานเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นใน Gmail, Slack หรือ GitHub ได้ เช่น มีอีเมลใหม่เข้ามาแล้วให้ agent ตื่นขึ้นมาจัดการ

ข้อ 6. คือ Computer Use ที่ให้ ChatGPT มองเห็นหน้าจอ คลิก และพิมพ์ในแอปบน macOS และ Windows ได้ พร้อมฟีเจอร์ locked use บน Mac ที่ให้ agent ทำงานต่อได้แม้เครื่องล็อกหน้าจอไปแล้ว โดยมีมาตรการอย่างการปิดจอทุกจอระหว่างปลดล็อกชั่วคราวและล็อกกลับทันทีถ้าตรวจพบว่ามีคนแตะคีย์บอร์ด และ GPT-6 Astra ถูกโฆษณาว่าทำงานแบบนี้ได้เร็วกว่า GPT-5.6 Sol เกือบเท่าตัวบน benchmark ของ OpenAI

ข้อ 7. สุดท้ายสำหรับองค์กรคือ workspace agents ที่ให้ทีมสร้าง agent ครั้งเดียวแล้วแชร์กันทั้งบริษัท เอาไปวางใน Slack ให้ตอบคำถามพนักงานหรือรับงานจากแชนแนลได้เอง มี analytics ดูว่าใครใช้เท่าไหร่ ซึ่งฟีเจอร์นี้อยู่ในแพลน Business, Enterprise และ Edu ครับ

ทั้งสองตัวต่างกันตรงไหนบ้าง พร้อมข้อดีข้อเสียของแต่ละตัว

ราคาและแพลนที่ต้องมี

Claude Cowork ต้องมีแพลนเสียเงินเท่านั้น แพลน Pro อยู่ที่ 17 ดอลลาร์ต่อเดือนถ้าจ่ายรายปี หรือ 20 ดอลลาร์ถ้าจ่ายรายเดือน

ฝั่ง ChatGPT Work ตัวแอป desktop ใช้ได้ทุกแพลนแม้แต่ฟรี แพลน Plus 20 ดอลลาร์ แพลน Pro เริ่ม 100 ดอลลาร์โดยเลือกโควตา 5 เท่าหรือ 20 เท่าของ Plus เหมือนกันเป๊ะ

ข้อดีของฝั่ง OpenAI คือมีทางเข้าฟรีบน desktop ให้ลองก่อน ส่วนข้อดีของฝั่ง Anthropic คือแพลน Pro, Max และ Team ได้ Cowork ครบทั้ง desktop เว็บ และมือถือตั้งแต่แพลนถูกสุด ไม่ต้องไล่เช็คว่าแพลนไหนได้ surface ไหน ส่วน Enterprise ขึ้นกับว่าผู้ดูแลเปิดให้หรือไม่

ข้อเสียของทั้งคู่เหมือนกันคืองาน agent กินโควตามากกว่าแชทธรรมดาหลายเท่า และทั้งสองค่ายพูดตรงกันว่าถ้างานไม่ซับซ้อนให้ใช้แชทธรรมดาแทนเถอะครับ 555

โมเดลที่อยู่ข้างในและการควบคุมต้นทุน

ฝั่ง Claude มีโมเดลตระกูล Opus 5, Sonnet 5, Haiku 4.5 และตัวท็อปคือ Fable 5.1 ซึ่งเปิดให้แพลน Pro ใช้ผ่าน usage credits และแพลน Max ใช้ได้ในสัดส่วนจำกัดของโควตารายสัปดาห์

ฝั่ง OpenAI มี GPT-6 Astra ที่เพิ่งมา และ GPT-5.6 Sol, Terra, Luna ให้เลือกพร้อมระดับ reasoning effort ในกล่องพิมพ์ข้อความเลย ถ้าดูเรื่องความเก่งของโมเดลตัวท็อป ตาราง benchmark ที่ OpenAI เผยแพร่เองในวันเปิดตัว Astra แสดงว่า Astra นำ Claude Fable 5.1 ในหลายรายการเช่น Terminal-Bench 4.0 และ AutomationBench แต่ Fable 5.1 ยังนำใน Humanity's Last Exam และ Artificial Analysis Intelligence Index ซึ่งบอกเราว่าสองค่ายนี้สูสีกันมากในระดับที่คนใช้ทั่วไปแทบไม่รู้สึกถึงความต่างในงานประจำวัน

สิ่งที่ผมรู้สึกได้คือฝั่ง ChatGPT Work ให้เราคุมต้นทุนได้ละเอียดกว่าผ่านการเลือกโมเดลต่องาน ส่วนฝั่ง Cowork เน้นให้เราคุมผ่านโหมดการขออนุญาตและการจัดกลุ่มงานมากกว่า

งานรันอยู่ที่ไหน local หรือ cloud

ตรงนี้ทั้งสองค่ายมาถึงจุดเดียวกันแล้วแต่คนละมุม Cowork ตั้งค่าเริ่มต้นเป็น cloud และให้เลือก local ได้บน desktop ส่วน ChatGPT Work ให้เลือกต่องานบน desktop ว่าจะ local หรือ cloud และบนเว็บกับมือถือเป็น cloud เสมอ

ข้อดีของ cloud ทั้งคู่คือปิดคอมแล้วงานยังเดิน และสลับอุปกรณ์ได้ ข้อเสียที่ต้องตระหนักคือไฟล์ที่ agent เปิดผ่านแอป desktop จะถูกส่งขึ้นไปประมวลผลบนเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการ ไม่ได้อยู่แค่ในเครื่องเราอีกต่อไป ซึ่งมีนัยสำคัญกับงานที่มีข้อมูลส่วนบุคคลตาม PDPA หรือข้อมูลที่บริษัทกำหนดว่าห้ามออกนอกเครือข่าย

จุดที่ Cowork ทำได้ละเอียดกว่าคือองค์กรปิด cloud session ทั้งบริษัทแล้วเหลือแค่ local ได้จากหน้าตั้งค่า ส่วน ChatGPT Work มีหน้าตั้งค่า network access ของ code และ shell แยกต่างหากที่ผู้ดูแลจำกัดปลายทางที่ sandbox ออกไปได้ครับ

ปรัชญาการขออนุญาตและความปลอดภัย

Cowork รวมศูนย์การควบคุมไว้ที่โหมดสามระดับคือ Manual, Auto และ Skip โดยจุดขายคือโหมด Auto ที่มีชั้นตรวจสอบอัตโนมัติคั่นกลาง ส่วน ChatGPT Work กระจายการควบคุมไปตามประเภทเครื่องมือ คือตั้งค่าเว็บไซต์แยก ตั้งค่าแอปที่ Computer Use ใช้ได้แยก ตั้งค่า sandbox ของโค้ดแยก แล้วมี auto-review กับระบบเฝ้าระวังความปลอดภัยครอบอีกชั้น

ข้อดีของแนวทาง Cowork คือเข้าใจง่าย ผู้ใช้ทั่วไปเลือกโหมดเดียวจบ ข้อเสียคือถ้าอยากปรับละเอียดรายเครื่องมือจะทำได้จำกัดกว่า ส่วนข้อดีของแนวทาง ChatGPT Work คือละเอียด เหมาะกับคนที่อยากรู้ว่าแต่ละส่วนถูกคุมอย่างไร ข้อเสียคือมีหลายหน้าตั้งค่าที่ต้องไล่ดู และมีโอกาสที่งานปกติจะโดนระบบเฝ้าระวังหยุดกลางคัน

การใช้ browser และการควบคุมคอมพิวเตอร์

Cowork ตอนนี้มี browser ในตัวแอป desktop และส่วนขยาย Claude in Chrome รวมถึงมี computer use ที่เปิด research preview ตั้งแต่เดือนมีนาคม แนวคิดของ Anthropic คือแยกชัดว่างานไหนใช้ browser ของ Claude เอง งานไหนใช้ browser ของเราที่ล็อกอินอยู่แล้ว

ChatGPT Work มีเครื่องมือมากกว่าคือ cloud browser บนเซิร์ฟเวอร์, browser ในแอป desktop หลายแท็บ, ส่วนขยายที่รองรับ Chrome, Edge, Brave, Opera และ Vivaldi และ Computer Use เต็มรูปแบบบน macOS และ Windows พร้อม locked use แต่ข้อเสียคือฟีเจอร์กลุ่มนี้ของ OpenAI ทั้ง Computer Use, การควบคุม Chrome และ Memories ถูกระบุในตารางฟีเจอร์ว่าจำกัดเฉพาะบางภูมิภาค คนอยู่ในไทยต้องเช็คในบัญชีตัวเองก่อนว่าใช้ได้หรือยัง ส่วนบน Windows การใช้ Computer Use จะยึดหน้าจอหลักไปเลยระหว่างทำงาน ไม่ทำเบื้องหลังเหมือนบน Mac

ระบบนิเวศและการปรับแต่ง

ChatGPT Work มี plugin มากกว่า 1,400 ตัว มี Sites มี workspace agents และ Skills กับ AGENTS.md ที่ใช้ร่วมกับ Codex ได้เลย จุดแข็งคือความกว้างและการที่ทุกอย่างอยู่ในแอปเดียวกับ Codex ทำให้งานที่เริ่มเป็นเอกสารแล้วกลายเป็นโค้ดสลับไปมาได้ในที่เดียว

Cowork มี connector ผ่าน MCP ที่ต่อได้แทบทุกอย่างเช่นกัน แต่จุดที่ต่างคือ plugin ของ Cowork รวม sub-agents ไว้ด้วย และมี private marketplace สำหรับองค์กร ส่วนงานโค้ดลึกจะไปอยู่ที่ Claude Code ซึ่งอยู่ในแอป desktop เดียวกันในแท็บ Code

ข้อเสียของ Cowork ณ ตอนนี้คือยังแชร์ session ให้คนอื่นไม่ได้ แชร์ได้เฉพาะ artifact ที่สร้างขึ้น และ plugin ที่มี local MCP server กับ live artifacts ที่สร้างก่อน 19 สิงหาคม 2026 ยังใช้ได้เฉพาะบน desktop ข้อเสียของ ChatGPT Work คือ Sites และ workspace agents ผูกกับแพลนระดับธุรกิจ ผู้ใช้ Plus และ Pro ควรเช็คว่าได้ Sites หรือไม่ในบัญชีของตัวเอง

แล้วเรื่องผลงานล่ะ (Output)

ทั้งคู่สร้าง Word, Excel, PowerPoint และ PDF ได้ และทั้งคู่ชูเรื่องการทำตาม template ของเรา Astra ถูกโฆษณาว่าเป็นโมเดลที่ทำสไลด์ตาม template และดึงเฉพาะบริบทที่จำเป็นมาใส่ได้ดีที่สุดของ OpenAI ส่วน Cowork ชูเรื่องสูตร Excel ที่ทำงานได้จริงและการต่อกับ Claude for Excel และ PowerPoint

สิ่งที่ ChatGPT Work มีเพิ่มคือ Sites ที่โฮสต์เว็บให้ และการสร้างภาพในตัว ส่วนสิ่งที่ Cowork มีเพิ่มคือ Edit with Claude ที่แก้เอกสารตรงจุดที่ไฮไลต์ และ live artifact ที่แชร์ได้ ถ้างานของคุณคือเอกสารกับสเปรดชีตเป็นหลัก ผมมองว่าคุณภาพใกล้เคียงกันจนต้องลองกับงานจริงของตัวเองถึงจะตัดสินได้ แต่ถ้าต้องการ dashboard หรือเว็บแอปที่ส่งลิงก์ให้ทีมเปิดดูได้เลย ChatGPT Work ได้เปรียบชัด

แล้วเราเลือกใช้ตัวไหนดี

ตอบสั้นที่สุดคือเริ่มจากระบบนิเวศที่คุณมีอยู่แล้ว เพราะราคาเท่ากัน โมเดลสูสี และฟีเจอร์แกนหลักทับซ้อนกันเกิน 80% ถ้าจ่าย Claude Pro หรือ Max อยู่ หรือทีมใช้ Claude Code อยู่แล้ว Cowork คือทางที่ไม่ต้องคิดมาก เพราะได้ทั้ง desktop เว็บ และมือถือในแพลนเดียว และ plugin กับ skills ของ Claude Code เอามาใช้ต่อได้

ถ้าอยู่กับ ChatGPT มานาน ChatGPT Work คือการเปิดสวิตช์เพิ่มโดยไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่ม และถ้ายังไม่เคยจ่ายเงินให้ AI ตัวไหนเลย ให้เริ่มจากแอป desktop ของ ChatGPT ที่เปิด Work ให้แพลนฟรี

ถ้ามองจากลักษณะงาน งานที่ต้องปล่อยให้ AI ทำยาวๆ โดยไม่อยากนั่งกดอนุมัติแต่ไม่กล้าปิดระบบตรวจสอบ โหมด Auto ของ Cowork ตอบโจทย์ตรงที่สุด

งานที่ปลายทางคือ dashboard หรือเว็บแอปที่ต้องส่งลิงก์ให้คนอื่นดู ChatGPT Work กับ Sites ชนะ งานที่ต้องคุมต้นทุนละเอียด การเลือกโมเดลต่องานของ ChatGPT Work ได้เปรียบ ทีมที่อยากได้ agent ที่สร้างครั้งเดียวแล้วแชร์ใน Slack ต้อง workspace agents ของ OpenAI ส่วนองค์กรที่ต้องการควบคุมแน่นตั้งแต่ปิด cloud session ไปจนถึง Compliance API ฝั่ง Cowork มีสวิตช์ให้ครบกว่า

อีกเรื่องที่ต้องคิดไม่ว่าเลือกตัวไหน คือข้อมูลที่ออกจากเครื่อง เพราะทั้งคู่ทำงานบน cloud แล้ว ไฟล์ที่ agent เปิดผ่านแอป desktop จะถูกส่งไปประมวลผลบนเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศ ถ้างานแตะข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าหรือพนักงาน PDPA กำหนดให้ต้องมีฐานทางกฎหมายและมาตรการคุ้มครองที่เหมาะสมในการโอนออกนอกประเทศ ทางที่ปลอดภัยคือใช้โหมด local กับงานที่มีข้อมูลอ่อนไหว และถ้าเป็นบริษัทให้ใช้แพลน Team, Business หรือ Enterprise ที่ไม่นำข้อมูลไปฝึกโมเดลเป็นค่าเริ่มต้น พร้อมทำ data processing agreement ให้เรียบร้อย

สุดท้าย ผมว่ามันไม่ใช่การเลือกครั้งเดียวแล้วจบ วิธีที่ผมแนะนำเสมอคือเลือกงานจริงที่ทำซ้ำทุกสัปดาห์มาหนึ่งงาน เอาโจทย์เดียวกัน ไฟล์เดียวกัน ไปให้ทั้งสองตัวทำ แล้วดูว่าตัวไหนส่งไฟล์ที่คุณแก้น้อยที่สุดกลับมา การทดลอง 1 ชั่วโมงกับงานของตัวเองมีค่ากว่าบทความเปรียบเทียบทุกชิ้นรวมกัน รวมถึงบทความนี้ด้วยครับผม

อ่านต่อ

ทั้งสองเครื่องมือคือเครื่องมือหลักของระดับที่ 3 ในกรอบ AI Learning Layer ที่เราใช้จัดระดับการอบรม ถ้าทีมของคุณอยากฝึกใช้แบบลงมือทำ ดูหลักสูตร Claude Cowork Fundamentals หรือจัดอบรมในองค์กร ส่วนเรื่องข้อมูลที่ออกนอกเครื่องซึ่งพูดถึงตอนท้าย อ่านเพิ่มได้ที่การวางนโยบายการใช้ AI ภายใต้ PDPA

เครื่องมือ AIAgentเปรียบเทียบ

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความทั้งหมดในหัวข้อ เครื่องมือ AI สำหรับองค์กร →